อัตราส่วน Leverage ต่างๆ มีผลอย่างไรต่อความเสี่ยง
ว่ากันด้วยเรื่องของการใช้งานฟังก์ชันเทรดและศัพท์ในการเทรดอย่าง “Leverage” ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านทราบและมีอีกหลายๆ ท่านยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์นี้ ซึ่งเป็นเราจะพาทุกๆ ท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “leverage คืออะไร” จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น…เราไปชมกันเลยครับ
leverage คืออะไร?
อัตราส่วน Leverage (อัตราส่วนหนี้สิน) เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกถึงสัดส่วนการพึ่งพาหนี้สินในการดำเนินธุรกิจหรือการลงทุน เมื่อเทียบกับเงินทุนของเจ้าของ ยิ่งอัตราส่วน Leverage สูงเท่าไหร่ ความเสี่ยงทางการเงินก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากมีผลกระทบหลายประการ ดังนี้:
1. การขยายผลกำไรและขาดทุน (Magnification of Gains and Losses):
- โอกาสในการทำกำไรสูงขึ้น: เมื่อใช้เงินกู้ในการลงทุน (Leverage) หากการลงทุนนั้นประสบความสำเร็จและสร้างผลตอบแทนได้ดี ผลตอบแทนที่ได้จะถูกนำไปหักลบกับต้นทุนดอกเบี้ย และกำไรส่วนที่เหลือจะถูกปันส่วนให้กับผู้ถือหุ้น ทำให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ความเสี่ยงในการขาดทุนสูงขึ้น: ในทางกลับกัน หากการลงทุนไม่เป็นไปตามคาดการณ์และเกิดการขาดทุน การขาดทุนนั้นจะถูกขยายผลเช่นกัน ไม่เพียงแต่เงินลงทุนของเจ้าของเท่านั้นที่หายไป แต่ภาระหนี้สินและดอกเบี้ยยังคงอยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนที่สูงเกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น และอาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอัตราส่วน Leverage สูงมาก
2. ภาระดอกเบี้ยและกระแสเงินสด (Interest Burden and Cash Flow):
- ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น: การมีหนี้สินสูงหมายถึงภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่บริษัทต้องรับผิดชอบไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่ก็ตาม หากบริษัทมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมดอกเบี้ย อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง
- ความผันผวนของกระแสเงินสด: หากกระแสเงินสดของบริษัทมีความผันผวน หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือยอดขายลดลง บริษัทที่มี Leverage สูงจะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการไม่สามารถชำระคืนหนี้และดอกเบี้ยได้ทันเวลา
3. ความสามารถในการชำระหนี้และความน่าเชื่อถือ (Solvency and Creditworthiness):
- ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk): บริษัทที่มีอัตราส่วน Leverage สูงจะมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น เนื่องจากพึ่งพาเงินกู้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ หากไม่สามารถสร้างรายได้หรือกระแสเงินสดได้ตามเป้าหมาย ก็อาจไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้
- ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ: อัตราส่วน Leverage ที่สูงอาจทำให้ผู้ให้กู้มองว่าบริษัทมีความเสี่ยงสูงในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น หรือยากต่อการขอสินเชื่อเพิ่มเติมในอนาคต
4. ความอ่อนไหวต่อสภาวะตลาด (Vulnerability to Market Fluctuations):
- บริษัทที่มี Leverage สูงจะมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น เช่น หากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจกระทบต่อผลกำไรอย่างรุนแรง
- ในตลาดที่มีความผันผวนสูง บริษัทที่มี Leverage สูงจะมีความเสี่ยงที่จะประสบกับการขาดทุนอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์จะถูกขยายผล
ตัวอย่างอัตราส่วน Leverage ที่สำคัญ:
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio – D/E Ratio): ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าบริษัทพึ่งพาหนี้สินมากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น
- อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt-to-Asset Ratio): ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าสินทรัพย์ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากเงินกู้
- อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR): ยิ่งต่ำยิ่งแสดงว่าบริษัทมีกำไรไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมภาระดอกเบี้ย
ข้อควรระวังเมื่อใช้ Leverage สูง
หลังจากทุกๆ ท่านได้ทราบเกี่ยวกับ “leverage คืออะไร” กันแล้ว เราควรทราบเกี่ยวกับข้อควรระวังด้วยเช่นกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งเป็นข้อๆ ได้ดังต่อไปนี้ครับ
1. ความผันผวนของกระแสเงินสด
เมื่อใช้ Leverage สูง ภาระหนี้สินและดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ กระแสเงินสด ของธุรกิจมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง หากยอดขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบต่อรายได้ ธุรกิจอาจประสบปัญหาในการชำระหนี้คืน ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องและอาจถึงขั้นล้มละลายได้
2. ความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
ธุรกิจที่มีหนี้สินจำนวนมาก โดยเฉพาะหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัว จะมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการปรับขึ้นของ อัตราดอกเบี้ย หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ภาระดอกเบี้ยจ่ายก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกัดกร่อนกำไรและทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างรวดเร็ว
3. การลดลงของความน่าเชื่อถือ
การมี Leverage สูงเกินไปอาจทำให้ ความน่าเชื่อถือ ของธุรกิจลดลงในสายตาของผู้ให้กู้และนักลงทุน สถาบันการเงินอาจมองว่าธุรกิจมีความเสี่ยงสูงเกินไปที่จะปล่อยสินเชื่อเพิ่ม หรืออาจคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง นอกจากนี้ นักลงทุนก็อาจลังเลที่จะลงทุนในบริษัทที่มีความเสี่ยงทางการเงินสูง
4. ความเสี่ยงในการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม
ในกรณีที่ตลาดมีความผันผวน หรือสินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันมีมูลค่าลดลง ผู้ให้กู้มีสิทธิ์ที่จะเรียก หลักประกันเพิ่ม (Margin Call) เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อหลักประกันยังคงอยู่ในระดับที่กำหนด หากไม่สามารถนำหลักประกันมาเพิ่มได้ทันเวลา อาจถูกบังคับขายสินทรัพย์ ทำให้เกิดการขาดทุนอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
จากข้อมูลที่อธิบายเกี่ยวกับ “leverage คืออะไร” เราเชื่อว่าทุกๆ ท่านน่าจะมีความเข้าใจกันมากขึ้นและหวังว่าจะเทรดกันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพกันนะครับ
